18 กรกฎาคม 2554

ลูกชายกลายเป็นลูกสาว

พอเราท้องก็ไม่ได้แพ้อะไรมากนะ กินทุกอย่างที่เค้าห้ามกินเช่นผงชูรส ปาร้า ของดิบ กินหมดอย่าลืมดิฉันเกิดที่ไหน โตที่ไหนดูประวัติกันด้วย ตอนนั้นหนังเรื่องเหิรฟ้าดังมาก  ศรรามกับสุวนันท์  คิดในใจลูกออกมาเป็นผู้ชายจะให้ชื่อเหิรฟ้า  ผู้หญิงให้ชื่อสวย  แถมตอนดูนี่ก็นั่งอธิษฐานไปด้วยเลยบอก "พระเจ้าคะขอลูกสวยๆเหมือนสุวนันท์เลยนะ หล่อๆเหมือนศรรามเลยนะ" เฮ้ย อธิษฐานนี่จริงจังนะ ไม่ใช่พูดเล่นๆ

วันนึงไปโบสถ์ก็เจอพี่สาวของพี่ยอห์น เค้าเล่าให้ฟังว่าเค้าคลอดลูกเค้าลำบากมากแค่ไหน ทรมานขนาดไหน จนเค้าไม่เอาอีกเลย เราฟังแล้วคิดในใจ "โห ถ้าได้ยินก่อนหน้านี่รับรองจะไม่ให้มีลูกเด็ดขาดกลัวไง  แบบตอนนี้ มันเอาออกไม่ทันแล้วอ่ะ"

ตอนท้องก็ไปฝากท้องที่โรงพยาบาลพระมงกุฏไกลมาก รถติด ตอนนั้นอยู่แฟลตทหารแถวแจ้งวัฒนะ เลยย้ายออกนอกเมืองไปฝากท้องที่โรงพยาบาลปทุมธานี พอดีรู้จักหมอทำคลอดคนหนึ่งเค้าเป็นสมาชิกที่โบสถ์คริสต์ที่ไปประจำก็เจอกันเรื่อยๆ  วันนึงดูข่าวทีวี หนังสือพิมพ์ เด็กคลอดออกมารกพันคอตายที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่าโรงฆ่าสัตว์  อ่านดูรายละเอียด ชิหายละกู โรงพยาบาลปทุมธานีนี่เอง  "ทำไมถึงต้องเป็นเรา"

ทำไงละทีนี้ ไม่ได้ไม่ดีเอะอะอะไรก็อธิษฐานอย่างเดียวได้ผลมาเยอะแล้วพระเจ้าองค์นี้เที่ยงแท้แน่นอนอีกอย่างเค้าสร้างเรามาเค้าต้องรักเรา คิดอย่างนี้ได้ก็พนมมือ หลับตา "พระเจ้าคะยังไงยังไงก็ขอให้พระเจ้าช่วยหนูให้คลอดง่ายๆแล้วก็ปลอดภัยดัวยนะคะ ซ๊าธุ"

ฝากไปฝากมาอัลตร้าซาวด์ดูเค้าบอกเด็กมันหนีบขามองไม่เห็นเพศอะไรทำนองนี้แหละ  ไอ้เราก็ท้องแก่นะ เริ่มซื้อของเตรียมแล้ว เราก็มานั่งคำนวณว่าลูกเราน่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายดี  จากการสำรวจของผู้คนที่พบเห็นเรา แล้วมีประสบการณ์เช่นพยาบาล  คนแก่  ทำนองนี้จะฟันธงว่าผู้ชายหมดทุกคน ไปเลยแมคโคร ทุกอย่างสีฟ้าสดใส

คืนวันอาทิตย์ประมาณ 3 ทุ่มจะนอนแล้วน้ำอะไรไม่รู้ไหลออกมาเป็นถังๆ พี่ยอห์นบอกนกฉี่รดที่นอนเหรอเนี่ย เราบอกไม่ใช่ ไม่ใช่ ก็เลยลองโทรถามหมอดูเค้าบอกน้ำเดินแล้วต้องรีบไปโรงพยาบาลเลยถ้าแห้งแล้วเดี๋ยวจะอันตรายกับเด็ก

เท่านั้นแหละ ลกเลยทีนี้ เก็บโน่น นี่ ยัดใส่กระเป๋าขึ้นรถขับอย่างด่วนอ่ะ แต่พี่ยอห์นเค้าตื่นเต้นมากเกือบตรงไปทั้งที่ต้องเลี้ยงซ้าย แต่เราไม่ปวดเลยนะ เฉยๆเลยอ่ะ ไม่มีอาการแต่อย่างใด ไปถึงโรงพยาบาลก็เดินไปห้องคลอด ถามเจ้าหน้าที่ว่า มาคลอดต้องทำยังไง  เค้าชะโงกหน้ามาดูถามว่า "ใครจะคลอด"  เราก็บอกหนูเนี่ยล่ะค่ะ  เค้าก็ว่าใหญ่ "ทำไมไม่นั่งรถเข็นมา" "ก็หนูเดินได้นี่คะ" คนคลอดต้องนั่งรถเข็นมึงถึงจะให้คลอดหรือไงอีนี่...

ก็เข้าไปจัดการเปลี่ยนชุดนอนรอคิวไป คนโน้นคนนี้เค้าปวดกัน ร้องโหยหวนน่ากลัวมากอ่ะ โรงพยาบาลรัฐบาลนะอันนี้ห้ามสามีเข้ามา เค้าบอกให้กลับไปเลยพรุ่งนี้ค่อยมา เรานะใจหายแว๊บเลย เฮ้ย เรื่องแบบนี้คนเค้าต้องการกำลังใจทำไมโหดกันจัง  แต่ทำไงได้ก็เงียบนอนไป

สักประเดี๋ยวมันก็เริ่มเจ็บๆหน่วงๆเสร็จแล้วก็หายไป  เป็นอย่างนี้สลับกันอยู่สักพัก จำไม่ได้ว่านานเท่าไร แต่ก็คิดถึงพระเจ้าตลอดอ่ะตอนนั้น นางพยาบาลเอานิ้วมาตรวจช่องคลอดบอกว่า "ปากมดลูกเปิดเยอะแล้วนี่ ไม่เห็นร้องเลย" เสร็จหันไปพูดเสียงดังประกาศให้ทุกคนในห้องว่า "นี่ ดูแม่คนนี้เป็นตัวอย่าง เค้าไม่เห็นจะโวยวายเสียงดังเหมือนพวกหล่อนเลย" กูจะปลื้มดีไม๊ หรือกูจะอายดีวะ นึกในใจแหม แหม แหม คุณพยาบาลนี่ก็ดาย (ภาษาเหนือ)

"เดี๋ยวถ้าผ่อนปวดแล้วเดินไปขึ้นเตียงคลอดเลยนะ" แล้วพยาบาลก็ชี้ไป โอโห แม่เจ้า แม่งไกลเอาการนะมึงประมาณ 3 ช่วงรถได้อ่ะ  นึกในใจกูจะเดินไปถึงป่าววะเนี่ย แม่งไม่เข็นกูไปล่ะทีเงี้ย ได้ยินเสียงเด็กร้อง "ผู้ชาย"  "ผู้ชาย" ก่อนหน้าเรา 2 คนเป็นผู้ชายหมด เรานึกแระ กูก็ต้องผู้ชายแหงมๆ วันนี้แม่งเป็นตารางผู้ชายมาเกิดชัวร์

ตัดสินใจลงจากเตียงเดินไปขึ้นเตียงคลอด โห ไม่น่าเชื่อว่าหมอคนที่เราฝากท้องไว้ด้วยเค้าอยู่เวรวันนี้พอดีอ่ะ  เป็นหมอที่ไปโบสถ์เจอกันทุกวันอาทิตย์  คือมันรู้สึกอุ่นใจเวลามีใครที่เรารู้จักอยู่ใกล้ๆในเวลาแบบนี้นะ หมอบอกให้เบ่งให้เบ่ง เราก็เบ่งเต็มที่แต่มันไม่ออกอ่ะดิ ถามหมอว่า "เบ่งยังไงคะหมอ"  หมอก็บอกเหมือนเบ่งถ่ายนี่แหละ เบ่งแรงๆเลย เราก็เอ้า แรงก็แรง ก็ไม่เห็นมันออก กรรมตามสนองกูป่าววะเนี่ยคิดในใจตอนแม่กูคลอดกูก็ไม่อยากจะออก  นึกขึ้นมาได้ ก็ไหนว่าพระเยซูช่วยรับกรรมแทนไปแล้วนี่นา เราไม่มีเคราะห์กรรมเวรกรรมแล้วนะ เราต้องเชื่อดิ บอกหมอไป "หมอทำไงดีอ่ะหนูเบ่งไม่ออกอ่ะ"  หมอบอกไม่เป็นไร  เสร็จเค้าหันไปหยิบเข็มฉีดยามาฉีดแถวแขนเนี่ยแหละ  แป๊ปเดียวเองนะมันรู้สึกแบบผ่อนคลาย สบายๆ เหมือนจะเคลิ้มๆ เรานึกว่าเป็นยาสลบหรือยานอนหลับทำนองนี้อ่ะ  แต่สักพักหมอบอก "เอ้าเบ่งอีกทีนะ เดี๋ยวนับ  1 2 3 แล้วค่อยเบ่งนะ พยาบาลมา 2 คน ช่วยเชียร์

คราวนี้แรงมันมาจากไหนไม่รู้ เบ่งป๊าบมันพลุบ พลุบ พลุบ รู้สึกมีอะไรลื่นๆหลุดออกมาง่ายๆเลยอ่ะ เสร็จหมออุ้มมาเลย "ผู้หญิง" ค่ะ  เอ๊า นึกว่าผู้ชาย คิดในใจนะ  เสร็จหมอก็เย็บแผลไม่รู้สึกอะไรเลย ณ ตอนนั้น ไม่เจ็บ ไม่ปวด  ก็เป็นอันเรียบร้อย นอนพักไม่ได้พักนะ นอนคิดชื่อลูก เพราะที่ตั้งไว้เป็นชื่อผู้ชายหมดเลย

จำได้ว่าตอนที่เรียนภาษาอังกฤษ ที่มหาลัย ดูวีดีโอแล้วนางเอกในเรื่องชื่อนาน่า  ตอนที่ดูก็คิดไว้แล้วว่าอยากให้ลูกชื่อนี้จัง ก็เลยลองเอามาใช้กับภาษาไทยดูบ้างว่านานา จะคล้องกับอะไรดี

แต่งงานกับคนคริสต์ก็ดีไปหลายอย่างนะ เค้าไม่ถือเรื่องตั้งชื่อ เรื่องวัน เรื่องเวลา อะไรพวกนี้เค้าว่าดีหมด ใครถืออะไรก็ว่าดีหมด ไม่ถือก็ว่าดีหมด เราเลยเอาด้วย สรุปว่าเป็นนานาพร หนัก 3 กก

เป็นอันว่าคลอดง่าย อยู่โรงพยาบาล 1 วัน 1 คืนกลับบ้านได้ด้วยเงินค่าคลอดทั้งหมด 800 บาท ของเค้าดีจริงรัยจริง...

สุดจะทนชีวิตแต่งงาน เลิก!

ก็คิดว่าแต่งงานจะเหมือนในละครไง Happy Ending วิ่งไปตามหาดทราย สาดน้ำใส่กัน หรือไม่ก็เดินป่า ฝนตก หกล้ม ต้องอุ้มไปอะไรงี้ มันไม่ใช่ไงพอเจอชีวิตจริงเข้าก็งงเป็นไก่ตาแตกแล้ว เฮ้ย อยากถามแม่งไม่มีใครบอกเลยเหรอว่าแต่งงานแล้วกูต้องทำงานบ้านแม่งทุกอย่าง เชี้ยแล้วไง

ซักผ้า ตากผ้า เก็บผ้า พับผ้า รีดผ้า นี่ก็กระบวนการยาวแล้วนะ  กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้าปูที่นอง ปูผ้าปูที่นอน ขัดห้องน้ำ ล้างจาน จ่ายกับข้าว ทำกับข้าว โอ๊ยสารพัด ทำไปแบบงงงงอยู่ 5-6 ปี พี่ยอห์นเค้าเป็นคนดีนะ เค้าทำกับข้าวอร่อยด้วย จ่ายข้าวบ้างบางครั้ง ทำขนมเค้กก็อร่อย ไม่เจ้าชู้ ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า รักลูก รักเมีย แต่แค่เขานั่งดูทีวีตอนเราต้องทำกับข้าว รีดผ้า หรือไม่ก็ล้างจานแค่นี้เอง ประเด็นหลักของชั้นนะ

เค้าเรียกความเห็นแก่ตัวของเราเองแหละมั๊ง  ที่เรามานั่งคำนวณว่าเราต้องใช้ชีวิตที่เหลือกับอะไรๆซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้เหรอ ไม่เอาอ่ะ  เลยเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าทิ้งสามีและลูกสาวน่ารักๆไปเลย ไม่บอกว่าไปไหนด้วย .... 

ก็คงไม่มีอะไรจะให้เป็นความลับในเมื่อทำ blog จริงจังซะขนาดนี้ ก็ไปยโสธร ไปอยู่กับเพื่อนของพ่อก็ไปพักอยู่ที่นั่น ในห้องที่พักเนี่ยก็เป็นห้องที่ไว้สำหรับแขกไปใครมาก็มาพัก  เราเข้าไปก็อึนๆอ่ะนะอารมณ์ทิ้งลูกทิ้งผัวมาแบบเห็นแก่ตัวว่างั้นเถอะ 

มาสัก 4-5 วันได้แล้วก็คิดได้ คิดได้ว่ามาทำไมวะอยากกลับแม่งไม่ง้อหน่อยเหรอ..  โทรไปหา เค้าก็ไม่ง้อ แถมยังบอกอยากไปก็ไป เอ๊าท์ งานเข้าแล้วกู คิดนะ แค่คิด  นั่งๆนอนๆเหลือบไปเห็นไดอารี่ของใครไม่รู้วางบนโต๊ะเครื่องแป้ง เปิดๆอ่านดูเจอที่ขั้นหนังสือเขียนไว้ว่า

"ความรักนั้นก็อดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตัวเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด  ความรักเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง" 

ก็คิดว่าเป็นที่ขั้นหนังสือที่มีข้อความเยอะมากนะ แต่ที่สำคัญข้อความนี้มันโดนอย่างแรงอ่ะ  จริงๆมันเป็นข้อความที่มาจากไบเบิ้ลนะ เราก็โมโหซะงั้นเหมือนมีใครมาว่าเราทำนองนั้น ถือไดอารี่ลงไปถามคุณอาว่า "อันนี้ของใครคะ"  คุณอางงเล็กน้อยถึงปานกลางเปิดๆดูก็บอกว่า "อ๋อ ของ....(จำไม่ได้) เค้าลืมไว้มั๊ง" จบข่าว

เชื่อไม๊ว่าข้อความนี้ทำให้เราเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋ากลับบ้านทั้งที่เค้าไม่ได้จุดธูปเชิญสักกะดอก เราท่องไว้ตลอดด้วยนะ อ่านไปอ่านมาคิดใคร่ครวญถึงความหมายของมันแล้วมันก็เกิดอะไรบางอย่างขึ้นในความรู้สึกของเราแบบแปลกๆน่ะ คือ ความหยิ่งหายไปไหน ศักดิ์ศรีหายไปไหน กลับมาทำไมเค้าได้ง้อเลยสักกะนิด

แต่รู้ไหมว่าสิ่งที่อยากจะพูดมากตอนนี้คือ "ขอบคุณพระเจ้า" ที่คนนั้นลืมไดอารี่เล่มนั้นไว้ และ"ขอบคุณพระเจ้า" ที่ในไดอารี่เล่มนั้นมีข้อความนั้นอยู่มันทำให้เราคิดได้ว่า เราเห็นแก่ตัวไป และนั่นมันไม่ใช่ความรักเลยสักนิดเดียว  ก็อยากจะจบแบบไม่ซีเรียสว่า กลับมาไม่นานก็เสียตัวให้สามีเหมือนเดิม แรดมะ

งานแรกของชีวิต

ความใฝ่ฝันคือรวยแล้วได้เที่ยวคงไม่พ้นแอร์โฮสเตส นังจอยพาตระเวนสมัครแอร์ ไปหลายที่จำได้ว่ามี Jal China Airline Lufthans ไม่ติดสักที่อ่ะ ก็อธิษฐานขอพระเจ้าไป (เออ ไม่รู้เป็นไรนะ เป็นพุทธแต่ก็ขอจังพระเจ้าเนี่ย) พระเจ้าหนูอยากได้เงินเดือนหมื่นอัพนะ ไม่ค่อยเลยเนอะ

ในที่สุดมาสมัครที่ Duty free shop ตอนนั้นอยู่ที่ world trade center ก็ได้เลยเป็น รีเซฟชั่น เงินเดือนเริ่มที่ 12,000 บาท สนุกดี พนักงานทั้งหมดที่เค้ารับ 400 คนนะ จบป.ตรีหมดเลย ทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษได้เพราะขายชาวต่างชาติส่วนใหญ่ แต่เค้าเลือกประมาณ 14 คนจากหลายพันคนมาเป็นรีเซฟชั่นที่ต้องนั่งทำบัตร shopping card ให้กับลูกค้า แล้วอธิบายวิธีการซื้อของ เพราะลูกค้าจะไม่ได้สินค้าทันทีจะได้ตอนขาออกจากประเทศ

เราก็จับผลัดจับผลูเข้าไปได้ไงไม่รู้ ไปถามคนข้างๆเค้าจบ เอแบคงี้ ธรรมศาสตร์งี้ เกษตร์งี้ อีกคนมาจาก ลอนดอน พ่อแม่รวยมาทำงานทำไมเนี่ยยังคิดอยู่ตอนนั้นน่ะนะ  ก็สนุกดี เจอฝรั่ง จีน ญี่ป่น ฮาฮา มีครั้งหนึ่งจำได้ผู้ชายญี่ปุ่นคงไม่ปกติหรอก  มันซื้อกระป๋องใส่น้ำ DKNY อันละ 1,500 แจกพวกเราคนละอันอ่ะ ไม่รู้มันชอบใครมันหว่านซะกว้างเลย

ตอนเจอลูกค้าอินเดียครั้งแรก พอเริ่มอธิบาย "This is your shopping card pleas show this card when you would likt to buy our produce." มันก็สั่นหัว นึกภาพออกป่ะ ไม่ใช่ส่ายหน้านะ แต่มันสั่นขึ้นลงไปข้างๆ ไม่ใช่พยักหน้านะ  ไอ้เราก็พูดไปก็คิดในใจมึงงงหรือกูพูดไม่ชัด ตัดสินใจถาม
"Do you understand!" มันตอบ "Oh yes" พร้อมกับสั่นหัวแบบของมันอีกนั่นแหละ  เราก็พูดต่อจนจบกระบวนการ เป็นอันได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่า อินเดียมันเข้าใจมันจะสั่นหัวแบบนั้น เพราะทุกคนที่เป็นอินเดียมาจังหวะเดียวกันหมด อุแม่เจ้าโคตรเสียสมาธิกูเลย

ทำไป 3-4 เดือนนายเลื่อนขั้นให้เป็น Tour-Co-ordinator เงินเดือนขึ้นเป็น 15,000 บาท รับปากเรียบร้อยว่าโอเคแต่ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าท้องแล้วไง  ตอนหลังไปตรวจเพราะประจำเดือนไม่มาเลยชัวร์ว่ามีลูกแน่แล้วเรา คุณพี่ยอห์นก็เลยไม่อยากให้ทำงานที่นี่ เพราะมันต้องเจอควันบุหรี่โฮกอ่ะ  ทัวร์จีน ทัวร์ญุ่ปุ่นลงทีเหมือนไฟไหม้อ่ะ ควันไปไหน เลยไปบอกนายขอออกด้วยเหตุผลคือมีลูกแล้วมันอันตรายกับสุขภาพ
เค้าก็บอกว่าคลอดแล้วค่อยกลับมาทำละกันไรงี้ เราก็โอเคโอเคบ๊ายบาย 

หารู้ไม่ว่าเราได้งานเป็นเลขานุการที่ทำงานพี่ยอห์น  นายเค้าเป็นฝรั่ง 2 คน ผู้หญิงโสดพูดไทยชัดมวากกกกขอบอก อยู่เมืองไทยก่อนเราเกิดนิดหน่อยว่างั้น นายคนนึงเคยไปซื้อของในตลาดคือด้วยความพูดไทยชัดมากไง แม่ค้าเลยบอกว่า "หน้าตาเหมือนฝรั่งเลยเนอะ"  อ้าวป้า ก็เค้าเป็นฝรั่ง แต่พอดีพูดชัดมากไงจนแกคิดว่าเป็นคนไทยจริงๆ

ก็ไปช่วยเค้าได้เงินเดือน 7,000 บาท ตอนนั้น เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 ก็ทำมาเรื่อยๆจนลูกอยู่ ป. 2 ถึงย้ายออกมาอยู่ปทุมธานี

แต่งงานเร็วเพราะ

รู้จักพี่ยอห์นในห้องเรียนภาษาอังกฤษที่โบสถ์คริสต์ตอนนั้นอายุ 17-18 นะ ยังอยู่เซนต์จอห์นอยู่เลย ก็รู้จักกันมาเรื่อยๆสนิทมากขึ้นตอนที่เราออกจกบ้านแล้วไปเป็นแจ๋วน่ะ  เค้าก็น่ารักมากมีมอเตอร์ไซค์คันนึงที่พาไปไหนมาไหน
ครั้งหนึ่งไปกินพิซซ่าที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานด้วยกัน ทุกวันนี้ไปกินทีไรก็ต้องรำลึกเรื่องเก่าประจำ คืองี้เราก็สั่งพิซซ่าไปโน่นนี่นั่นจำไม่ได้ว่าอะไรนะ แต่ตอนเค้าเอามาให้มันไม่ได้อย่างที่สั่งไง เราก็บอกให้เค้าเปลี่ยนให้ ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดามากถ้าเราทำสิ่งนี้ในบ้านเรานะ แต่พี่ยอห์นเค้าบอกว่า "ไม่เป็นไรน้อง" แล้วก็หันมาว่าเรา "กินๆไปเถอะอย่าวุ่นวาย" ประมาณนั้นจำไม่ละเอียดแต่จำได้แม่นคือความรู้สึกเรามันเสียใจขั้นรุนแรงอ่ะ ร้องไห้ตรงนั้นเลยร้องแบบเหมือนใครตายอย่างนั้นอ่ะ  พี่ยอห์นเค้าก็อายไง ไม่รู้จบยังไงนะจำไม่ได้เหมือนกันแต่รู้แค่เนี้ย โกรธมากด้วย ทำไมต้องเข้าข้างนังนั่นอ่ะ  มันทำงานชุ่ย มันต้องปรับปรุงดิ เราเสียตังค์กินไม่ได้ขอใครกินนะเว้ย ประมาณเนี้ย


แต่เพราะพี่ยอห์นเค้าอายุเยอะกว่าเรา 5 ปี เค้าเป็นคนพูดจาไม่ปกตินะ  คือด่าไม่เป็น ตกลงยังไม่ได้เฉลย เค้าเป็นลูกครึ่ง ไทย-เชียงราย เลยพูดเหน่อๆเหมือนบุญชูสระอูยาวอ่ะ เราก็นึกว่าลูกครึ่งไทย-หลุยส์เซียน่า อเมริการายเง้ เค้าเลยไม่รู้จักคำด่า ควาย,สัส รัยทำนองนี้เพราะแถวบ้านเค้าด่ากันแบบ จ๊าดง่าว, วอก นี่เจ็บมากเลย ตอนแรกๆคบกันพูดวะกับเค้าเค้าว่าเลย "อย่าพูดกับพี่อย่างนี้"

เดี๋ยวนี้เวลาเราพูดกับเค้าทางโทรศัพท์หรืออยู่ด้วยกันอะไรงี้ เพื่อนหรือคนอื่นๆมักจะชมเราว่า "แกพูดเพราะว่ะ" อ้าวกูก็อยากจะบอกว่ากูพูดไม่เพราะไม่ได้พี่เค้าด่ากู กูเลยต้องพูดเพราะไง

ตอนนั้นแม่ไม่ค่อยชอบพี่ยอห์น ไม่ชอบเลยแหละ เค้าบอกว่า "ดอกฟ้ากับหมาวัด"  เพราะพี่เค้าเป็นลูกชาวนา ไม่ได้เป็นคนร่ำรวย แต่เราก็อยากจะบอกว่าเค้าน่ะ "จิตใจโคตรดี" เราน่ะเหมือนมารไปผจญชีวิตเค้าซะมากกว่า เพราะเราเค้าถึงลำบากหลายอย่างไม่อยากจะเซดแต่อันนี้แม่เค้าไม่เข้าใจ

เราก็แอบอธิษฐานกับพระเจ้า (อีกแระ) ความจริงก็ได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าเค้าไม่มีศาสนานะ  เราที่เป็นมนุษย์น่ะมาแบ่งกันเอง  พระเจ้าเค้ารักทุกคนที่ขอให้เค้าช่วย เราก็ชอบอ่ะดิเพราะเค้าเป็นพระเจ้าที่สร้างเรามาเค้าก็ต้องรักเราอยากช่วยเราอยู่แล้ว ขอไป ขอไป หนูอยากแต่งงาน อยากเสียตัว อยากได้ อยากได้พี่เค้ามาเป็นของหนู อะไรก็ว่าไป ไม่เคยอายนะ คุยกับพระเจ้าพูดหมดทุกอย่าง

วันนึง ปะป๊า (พ่อจอย) บอกว่า "ป๊าจะให้เอ็งกับยอห์นเนี่ยช่วยป๊าดูแลกิจการซีฟู๊ด ป๊าวางแผนจะเปิดที่โคราช" ตอนนั้นใกล้จะจบแล้วไงเค้าก็วางแผนให้ เราก็บอกว่าพี่ยอห์นเค้าเป็นคริสต์ป๊า อยู่กันเลยไม่ได้ ถ้าได้อยู่ไปนานแล้วเนี่ยอันนี้ไม่ได้พูดพูดในใจ  ต้องแต่ก่อนรายเง้ ป๊าเค้าเลยบอกถ้าจบแล้วก็แต่งเลยเดี๋ยวป๊าจัดให้งบเท่าไหร่บอกมา

โอ๊ย  แม่งโคตรจะอยากจบเลยอ่ะ ถ้าชีวิตมีรีโมทกูกด forward แล้วมึง  ก็จบแล้วแต่งงานเดือนกันยายน พ.ศ.2538  วันที่ 3 แต่งเสร็จน้ำท่วม จำได้ไม๊พี่น้องพี่นั้นอ่ะที่น้ำท่วมเยอะๆอ่ะ  ข้าเจ้าแต่งงานวันนั้นแหละ
อยากเสียตัวใจจะขาดเสือกเมนส์มาวันนั้นอีก น้าอ้อยก็ให้ voucher เป็นที่พักโรงแรมอะไรสักอย่างในกรุงเทพมาให้  เราก็บอกเค้าเรียบร้อยแล้วแหละว่าเป็นแบบ Honeymoon นะคะ 

เปิดประตูไปเสือกเป็นเตียง twin มึงฮันนีมูนตรงไหนกูอยากถาม แต่กูเหนื่อยคอตอ่ะ  ตกลงนอนคนละเตียงจบ  พอแต่งงานเสร็จปะป๊าบอกหาห้องเชาไม่ได้เลยว่ะ ตกลงยกเลิกก่อนกิจการซีฟู๊ดเนี่ย ตกลงแต่งฟรี!  ยังไงก็ขอบพระคุณปะป๊ามวากที่เอื้ออำนวยการเสียตัวอย่างเป็นทางการให้กับหนูนะคะ 

17 กรกฎาคม 2554

เป็นแจ๋วที่บ้านจอย

วันนึงจอยมาบอกว่า "เฮ้ย อย่าหาว่างั้นงี้เลยว่ะแก ไปเป็นคนใช้บ้านชั้น ปะป๊าให้เงินเดือน 3,000 มีห้องให้อยู่ด้วยมึง แล้วมาเรียนด้วยกัน" โหไม่เอาได้ไง รีบย้ายเลยทีนี้ เลยเสด็จมาเป็นแจ๋ว ณ คฤหาสน์บ้านทรายจอย

ตอนไปไม่คิดว่ามันไกลสำหรับพี่ยอห์นเค้า เพราะบ้านพี่เค้าอยู่ปทุมธานี ปกติเค้าแวะไปหาที่บ้านพี่สาวทุกวัน กินข้าวกัน คุยกัน รู้จักกับพี่สาวพี่เขยอะไรงี้สนิทสนมทำตัวแบบน่าเอ็นดู เสร็จกลับบ้าน แต่นี่อยู่ซอยภาวนา ลาดพร้าว 41 โน่น เอาไงละทีนี่



หนทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน เกี่ยวไม๊ พี่เค้าก็ตามไปอีก ไปทำอะไร ตอบว่าไปเป็นคนสวนไง เค้ามีสวนหย่อม มีน้ำตก น้ำพุอะไรเค้าก็ทำให้มันสะอาดสะอ้าน (บังหน้า) อยากเห็นหน้าเรารู้อยู่หรอก ก็เป็นอันว่าไปสนิทสนับกับปะป๊า และสมาชิกทั้งมวลของจอยอีก สนุกสนานมาก


เค้ากับพี่ยอห์นตอนไปทัวร์กับคณะ

งานประจำกวาดบ้าน ถูบ้าน ขัดห้องน้ำ อาหารเช้า ถักผมเปียให้น้องๆก่อนไปโรงเรียน ซักผ้า รีดผ้าง่ายๆ ผ้ายากๆส่งรีด ล้างรถเป็นบางครั้งไม่ประจำแล้วแต่ กับข้าวไม่ได้ทำเพราะทำไม่เป็นไปซื้อร้านอร่อยๆมา แล้วหุงข้าว กินด้วยกัน ก็มีความสุขดี อยู่ไปอยู่มาก็นะ จบพอดีมหาลัย ช่วงนั้นเลยไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนๆมากนัก เพราะมีภาระกิจแจ๋วที่บ้านไง

ถ้าจอยเป็นผู้ชายคงเสร็จมันไปแล้วล่ะ เสือกไม่ใช่ ชีวิตจะคล้ายๆอั้ม พัชราพาในเรื่องแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา อะไรประมาณนั้น อันนี้เป็นแจ๋วน่ารักกับเพื่อนจอยเทวดา

เทวดาไม๊ช่วยกันคิด มันขับรถไปในซอยเล็กซอยน้อยแถวนั้นนะแล้วไงไม่รู้มันจอดรถออกไปวีนคนอื่นเค้าทั้งที่ตัวเองเป็นดาราดังอ่ะ สมัยนั้นลูกรักลูกชังอ่ะ  แม่งไม่ได้แอ๊บเลย ชาวบ้านเลยรู้ไปหมดว่าที่มันเล่นในละครน่ะไม่ได้แสดงแต่เป็นตัวจริงมันเลย!

ช่วงหนุกหนานก็มีที่เค้ากับจอยชอบชวนพี่ยอห์นไปเดินห้างแล้วคิดดู จอยกับเค้าสูง 170 กว่าๆกัน ใส่ส้นสูงอีก 3 นิ้วปาไป 180 พี่ยอห์นสูง 165 อีโย่งสองตัวขนาบสองข้างจะเหลืออะไรอีกชีวิตมันเศร้า สงสารพี่เค้า ณ ตอนนี้

เอ้า เรียนไปเรียนมา จบซะงั้น

จากคุณหนูมาเป็นแจ๋ว

ตอนที่พ่อกับแม่เค้าเลิกกันแล้ว แม่ก็แต่งงานเป็นทางการเลยนะ จดทะเบียนด้วย แล้วประเด็นเราก็มีสมบัติอยู่ชิ้นนึง คือบ้านที่พ่อซื้อให้เค้าใส่ชื่อเราไว้ คราวนี้แม่ก็มาขอเราก็ให้ไปโอนเสร็จสับ แม่เอาไปขายได้ไปล้านห้าตอนนั้น เพื่อจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

ในมุมของพ่อเค้าก็โกรธเราดิ เพราะเค้าซื้อให้ลูก ไม่ได้ให้เมีย(ซึ่ง ณ จุดนั้นเมียกลายเป็นคนอื่นแล้วไง) ความสัมพันธ์ของเรากับแม่ก็ขาดเลยนะ ตอนนั้นเหมือนอกหักอ่ะคือเมื่อก่อนเราเป็นหนึ่งในใจแม่ แต่แม่เลือกทิ้งเราไปเริ่มต้นใหม่กับคนอื่น เราก็โกรธนะ เสียใจมากด้วย ส่วนพ่อก็คิดถึงแต่กลัวเพราะเหมือเราทำผิดต่อเค้าไง เสร็จเลยทีนี้ ไม่กล้าขอเงินพ่อด้วย แม่เค้าไม่ให้อยู่แล้วเพราะเค้ารู้พ่อรักเราไงพ่อต้องเลี้ยงดูเราอยู่แล้ว

ไงดีทีนี่ เรียนมหาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เอกท่องเที่ยวโรงแรม มีแต่กิจกรรมต้องใช้เงินอย่างเดียวเลย ตอนนั้นก็ระเห็ดออกมาอยู่บ้านพี่สาวแถวชินเขต พ่อเค้าเคยสั่งพี่ยอห์นแฟนเราไว้ว่าถ้ามีเรื่องอะไรให้พาเรามาส่งไว้ที่นี่ ประมาณนี้

มาอยู่บ้านพี่สาวก็หลังใหญ่มากนะ เราอยู่ชั้นบน เค้าบอกว่านี่เป็นห้องคุณปู่ ที่เสียไปแล้ว ติดกับ้องพระ ส่วนอีกห้องเป็นห้องคุณย่า (พ่อแม่ของสามีพี่สาว) ห้องก็สะอาดสะอ้านมีโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า เตียงพร้อมสรรพ ไม่ได้รู้สึกลำบากแต่อย่างใด คืนนั้นก็หยิบไบเบิ้ลที่ได้มาตอนเรียนภาษาอังกฤษออกมาอ่าน เจอข้อนึงพอดีบอกว่า "แม้บิดาและมารดาจะทอดทิ้งข้าพระองค์ แต่พระเจ้าจะทรงยกข้าพระงค์ขึ้น" ตอนนี้เป็นคำพูดของคนเลี้ยงแกะคนหนึ่งที่สุดท้ายเขาได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลในสมัยนั้น อ่านแล้วน้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัวอ่า อันนี้เค้าเรียกร้องไห้หรือเปล่าหรือเรียกว่าน้ำตาตก

จากที่เราเคยเป็นคุณหนู มีคนรักมีคนใจใส่ อยู่อยู่มันทำไมเป็นอย่างงี้อ่ะ อ่านไปเรื่อยๆ เปิดข้ามไปข้ามมากสุ่มๆนะ " ก็เจออีกประโยคหนึ่งว่า เพราะท่านช่วยกู้คนขัดสนเมื่อเราร้องทูล คนยากจน และคนที่ไร้ผู้อุปถัมภ์"  คราวนี้รู้สึกเหมือนมีเพื่อนที่เข้าใจเรายังไงไม่รู้ คนเขียนเค้าตายไปเกิน 5,000 ปีแล้วนะแต่เหมือนเค้าอยู่ใกล้ๆอ่ะ

กำลังจะผลอยหลับไปได้ยินเสียงเคาะประตูดังมากนะ  ขนหัวลุกเลยเพราะอะไรรู้ป่ะ  เพราะตึกนี้ไม่มีใครไง มีย่าหญิงซึ่งหลับไปแล้วเค้า 80 กว่านะ อายุอ่ะ แล้วมันคือใคร ใครคือมัน คลุมโปงเลยทีนี้ อธิษฐานในใจบอก "พระเจ้าถ้าเป็นผีให้มันหายไปด้วยนะนู่กลัว" กลั้นหายใจสักครู่นึงเงี่ยหูฟังก็ไม่ได้ยินอ้าวเฮ้ย มันหายไป แสดงว่าเมื่อกี้มันผีน่ะดิ  นอนเกร็งทั้งคืนอ่ะ หลับไปตอนไหนไม่รู้

เช้ามาเล่าให้พี่ที่อยู่อยู่บ้านอีกหลังนึงฟัง แต่อยู่ในรั้วเดียวกันนะ เค้าบอกว่า "โดนคุณปู่ทักอ่ะดิ" เราก็งง คุณปู่ที่ว่าเสียไปแล้วเนี่ยนะ เค้าบอกว่า "ใช่ ก็เพิ่งเผาไปก่อนวันที่เธอมาไง ห้องที่เธออยู่ก็ห้องคุณปู่อ่ะ" ฮาจะเกร็งงานเข้าแล้วเรา

อยู่ที่นี่ก็ช่วยทำงานบ้านเท่าที่จะทำได้ บ้านเป็นพรมแต่เลี้ยงหมาในบ้านกัน ดูดกันเข้าไปขนหมาทั้งนั้น พูดอะไรไม่ได้บ้านเขา ก็ไปมหาลัยง่ายมากอ่ะ พี่สาวให้เงินไปมหาลัยอาทิตย์ละ 500 บาท ก็น่าจะพอนะถ้าไม่มีค่าทำกิจกรรมโน่นนี่นั่น ประเด็นว่ามันกิจกรรมเยอะคณะเนี้ย เลยไปรับจ้างพิมพ์ดีดที่บริษัทแถวหลังโรงหนังงามวงศ์วาน เป็นที่ทำงานของแฟนไง สบายเลยได้หนุงหนิงอารายเง้ อิอิ

ยิงทีเดียวได้นกสองตัว เกี่ยวป่ะ  งานนี้ได้เดือนละ 1,000 บาท วันหนึ่งจอย พันสิราซึ่งเป็นเพื่อนในวิชาภาษาจีนเค้าติดสอยห้อยตามมาด้วย นั่งคอยไปหล่อนก็แอบถามว่าแกพอกินเหรอวะได้แค่เนี้ย จะตอบว่ากูไม่ได้มาเพื่อเงิน กูมาเพื่อใกล้ชิดพี่เค้าก็ไม่กล้าบอก ...ปล่อยมันไป

รักแรก

วันนึงคุณนายวารินก็พาไปโบสถ์คริสต์แถวบ้าน เพื่อมาเรียนภาษาอังกฤษกับฝรั่ง    ในห้องเรียนเค้าให้เขียนป้ายชื่อตั้งไว้หน้าโต๊ะ มองป๊าดไปเจอ JOHN สะกิดแม่ "ฝรั่งแม่งยังมาเรียนอีกเหรอเนี่ย"  พอคนชื่อ John แนะนำตัว ก็คิดในใจ "มันไม่ใช่ฝรั่งนี่หว่า"  แต่พอเค้าพูดไทยก็ไม่ชัดอีก คิดต่อ "สงสัยลูกครึ่งว่ะ" หน้าตาหล่อมวากอ่ะ เหมือนจอห์นนี่ แอนโฟเน่ไงงั้นขอบอก แอบเก็บคำถามไว้ในใจมึงเป็นใครหน้าตาดีชิหาย แม่ยังชอบอ่ะ

ข้ามไปเลยนะ รายละเอียดก็อย่างที่รู้เขารู้เรา คนเราชอบกันก็ทำไปเป็นคุยอะไรเงี้ย กระแดะกระแดะไปเดี๋ยวก็สนิทเอง ปรากฏว่าสองแม่ลูกนี่ไปโบสถ์คริสต์กะเค้าทุกอาทิตย์ว่างั้น ไปเรียนเสร็จยังไม่ร้องเพลงกะเค้าด้วย คราวนี้ก็เลยกลายเป็นสมาชิกไปเลยดิ ไปบ่อยจัดไง กินข้าวฟรีตอนกลางวัน กินเสร็จเล่นปิงปองกัน ไปกินข้าวกัน อะไรมันจะสนุกสนานเนอะ

ประเด็นจุดหักเหชีวิตอยู่ตรงนี้ค่ะท่านผู้ชม  คุณนายวารินของดิฉันได้พบรักใหม่ ณ ตรงนี้กับหนุ่มอ่อนกว่าราว 20 ปี ชีก็เลิกกับสามีเลยทีนี่ กูงานเข้าแระ ตอนนั้นเรียนมหาลัยน่าจะขึ้นปี 2 นะ ก็เข้าใจแม่นะเพราะว่าพ่อเนี่ยพอปลดเกษียนแล้วเค้าก็ไม่เคยอยู่บ้านเลยไง คุณนายเค้าคงโหมดเปลี่ยวรายเง้ แต่มันไม่แค่นี้อ่ะดิคับพี่น้อง

สามีภรรยาเลิกกันแล้วก็เป็นคนอื่นเนอะ ไอ้เราคนหนึ่งพ่อ คนหนึ่งแม่ ไม่ใช่คนอื่นนี่นา แล้วไงต่อละทีนี่

เกิดมาเป็นคุณหนู

แม่เล่าให้ฟังว่าพอพ่อรู้ว่าแม่ท้องก็เลิกเลย เพราะพ่อคิดว่าแม่ต้องมีชู้แน่นอนล้านเปอร์เซนต์ เพราะพ่อเค้าทำหมันแล้วไง แม่ก็ต้องระเห็ดระเหเร่ร่อนกลับมาอยู่โรงสีข้าวกิจการของเค้า ตอนนั้นอยู่แถวลำปาง ส่วนพ่อเป็นข้าราชการป่าไม้

3 เดือนเห็นจะได้พ่อกลับมาหาแม่พร้อมยอมรับความผิดเพราะอะไรรู้ไม๊? อะไรดลใจเค้าให้ไปหาหมอไม่รู้ หมอบอกว่าหมันที่ทำไว้มันหลุดประมาณนี้ พ่อเลยเข้าใจว่า คุณนายวารินคือนางเอกนอกจอตัวจริงรีบวิ่งไปขอคืนดี กลับสู่นิเวศสถานอะรายประมาณนั้น

เค้าเกิดมาปากแดงเหมือนลูกนกแม่บอกว่างั้น เลยตั้งชื่อให้ว่า "นก" ส่วนป้าส้ม ซึ่งเป็นพี่สาวคุณนายวารินเนี่ยก็เป็นแฟนคลับนางสาวไทย รู้สึกปี พ.ศ.2515 กนกอร บุญมาจะได้เป็น นั่นเป็นที่มาของชื่อจริง และไม่อยากจะบอกว่า โตมาในชั้นเดียวกันทุกที่เลยนะ จะต้องมีกนกอรอย่างน้อย 3-4 คน คราวนี้จำไว้เลยนะ ใครยังไม่มีลูกอย่าได้ตั้งชื่อลูกตามนางเอกหนัง ตามละคร เพราะพอมันโตไปมันจะมีเพื่อนชื่อเดียวกันเป็นโหลๆ โคตรรำคาญอ่ะ เรียกชื่อทีเดียวแม่งหันกับ 4 คนชื่อมีเยอะแยะค่อยๆหากันไปนะ

เอาเป็นว่าเพราะพ่อเป็นข้าราชการไง ต้องย้ายทุกๆ 3-4 ปี ดังนั้นดิฉันจึงเสด็จพระราชดำเนินหลายแห่งมากเลยทีเดียว แต่เกิดที่นครสวรรค์นะ แม่บอกคลอดยากมวาก หมอต้องดึงเท้าออกมาเพราะไม่กลับหัว แม่บอกมันขี้เกียจตั้งแต่อยู่ในท้องเห็นจะจริง ออกมาแล้วก็ไม่ยอมร้องอีกนะ จนหมอถอดใจจะทิ้งขยะแล้ว แม่เล่าอย่างเงี้ย เสือกร้องขึ้นมา

อยู่นครสวรรค์ 3 เดือนก็ย้ายไปพะเยา ลำปาง เชียงราย แม่บอกว่าตอนเด็กๆ ดั๊นพูดภาษาแม้วได้ด้วย อู้กำเมืองก็ได้ ตอนนี้ก็ได้นะแต่มันจะเพี้ยนหน่อยๆ แต่ฟังเข้าใจหมด พอประมาณป.3 ย้ายไปขอนแก่น ยโสธร คราวนี้ก็เว้าลาวเลยคับพี่น้อง

จำได้ว่าไปแรกๆซื้อส้มตำมากินต้องมีถ้วยใส่น้ำเปล่าไว้ ใช้มือกินนะจำได้ หยิบมาละลายในน้ำก่อนสักหน่อยแล้วค่อยกิน อ่ะ ไงล่ะ ของเค้าดีจริงรัยจริง เผ็ดกูก็จะกิน

ที่บ้านมีคนขับรถชื่อบุญมี คนสวนชื่อไพทูรย์ กับอีก 2 คนจำชื่อไม่ได้แล้ว จำได้สองคนเพราะบุญมีมีหน้าที่ไปรับ-ส่งที่โรงเรียน ตอนกลางวันก็หิ้วปิ่นโตสูง 5 ชั้นไปส่ง มีข้าว 2 อย่าง,กับข้าว,ส้มตำ,ของหวาน แบบนี้ทุกวัน เพื่อนดิฉันจะเยอะมากนะคะ สุมหัวมารุมกินด้วยกันแบบนี้ทุกวัน ส่วนไพทูรย์มีหน้าที่ทำการบ้านวิชาการงาน เช่นร้อยพวงมาลัย,จักสาน,เย็บปัก อะไรต่างๆเหล่านี้ ดังนั้นดิฉันจึงทำอะไรไม่เป็นเลย ณ จุดนี้ ล่าสุดกระเป๋ากระเกงสามีขาด ดิฉันก็เอากาวตราช้างไปหยอด มันก็โอเคนะบอกให้ ลองดูดิ

ตอนป.6 นี่แหละที่แม้ให้ไปเรียนเทนนิสกับครูคนหนึ่งชื่อมรกต เรียนไปเรียนมาก็เก่งซะงั้นได้เป็นตัวแทนจังหวัด เสร็จแล้วเป็นตัวแทนเขตไปแข่งระดับประเทศ ฮึดมากตอนนั้นดูหนังญี่ป่นเรื่องยอดหญิงสิงห์เทนนิส นางเอกเค้าฝึกแบบตีลูกเทนนิสกับต้นไม้อ่ะ เก่งป่ะล่ะ ก็มันหนังนี่เนอะ เราก็เอาบ้างแต่เลาไม่ใช่หนังอ่ะนะ สุดท้ายได้ไปแข่งในกรุงเทพ เด็กบ้านนอกเข้ากรุงเทพแระทีนี่

ไปเดินมาบุญครองจำได้ ซื้อกระโปรงเทนนิสเยอะแยะเลย เพราะสวยมากรายเง้ กางเกงในด้วยสำหรับใส่เล่นเทนนิสอ่ะ จับฉลากได้แข่งกับชาวญี่ป่น โห คนดูเยอะมาก ปรากฏแพ้ ราบคาบ ร้องไห้บอกแม่ "หนูไม่เล่นแล้ว" คุณนายวารินจัดไป ไม่เล่นก็ไม่ต้องเล่นลูก แม่พาไปเล่นสเก็ตก็ได้ เป็นไง ไม่งั้นได้เป็นแฟนภราดรไปแล้วป่านนี้

พอมัธยมย้ายไปชลบุรี สุพรรณบุรี แล้วพ่อมาปลดเกษียณซะ เลยซื้อบ้านอยู่แถวปทุมธานีนี่แหละ มาเรียนม.2-ม.3 ที่ปทุมธานีนะ คราวนี้ไม่มีคนสวน ไม่มีคนขับรถแล้วนะ พ่อแม่ไปส่งไปรับ โรงเรียนนี้ต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มีเรือใหญ่ๆนักเรียนลงไปพร้อมๆกันเยอะมากอ่ะ คุณนายวารินลงไปส่งถึงโป๊ะเลยคับพี่น้อง นักเรียน80คนเต็มเรือรวมดั๊นด้วย คุณนายวารินโบกมือเหมือนไปส่งที่สนามบินอ่ะ พร้อมตะโกนว่า "เดินทางปลอดภัยนะลูก"

คงไม่ต้องอธิบายว่ากูทำเป็นไม่รู้จักดีกว่า ใครลูกหล่อนยะ ประมาณนั้น อายอ่ะ มุดน้ำหนีได้มุดไปแล้ว ผ่านเรื่องนี้ดีกว่า

มีวันนึงเห็นเพื่อนรุ่นพี่ทำวิชาแคลคูลัส แค่ชื่อก็ไม่อยากจะเรียนแล้ว กลับมาบอกแม่ "แม่หนูไม่เรียนต่อม.4นะ มันยาก" คุณนายวารินพาไปโน่นเลยปวช.เซนต์จอห์น บ้านอยู่ปทุมนะ ตื่นตี 4ไปถึงโรงเรียนลอกการบ้าน กินข้าว โรงเรียนเข้า 6 โมง 15 เลิกเรียน 12.00 เสร็จแม่มารอที่ MK เซ็นทรัลลาดพร้าว แบบนี้ทุกวันค่ะ

เดินห้างอยากได้ไร ชี้ คุณนายจัดให้ กระเป๋าโดมอน โซดา ใบละ 1000 ขึ้นอ่ะ ถูกๆ 700 คุณหนูนกมีความสุขมากอ่ะชีวิต เรียนจนจบด้วยเกรด 3.33 จำได้ ไม่ต้องถามเรื่องฟงแฟน ไม่มีกะเค้าเพราะมีหน้าตาเป็นอาวุธอย่างที่เห็น